เครื่องมือทั้งหมดมีให้คุณทดลองใช้แล้ววันนี้

December 07, 2020 SEO

Backlinks 101 ตอนที่ 2 | เช็คคุณภาพและสร้าง Backlinks ให้แตกต่างอย่างมีกลยุทธ์

by oro_semrush

Backlinks ของเรามีคุณภาพหรือไม่? มาเช็คกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่กำลังวางแผนสร้างแคมเปญเกี่ยวกับ Backlinks มองหากลยุทธ์ที่ทำให้คุณได้รับ Backlinks ที่ดีสำหรับเว็บไซต์ อยากรู้ว่าคู่แข่งมีกลยุทธ์จาก Backlinks อย่างไร หรือเพียงแค่ต้องการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่แข่งขันในคีย์เวิร์ดเดียวกัน คุณสามารถวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จาก Backlinks เพื่อนำไปสู่การดูข้อมูล Insight เกี่ยวกับลิงก์ของคุณ

เราจึงมีทริคเพื่อช่วยให้คุณวิเคราะห์ Backlinks โดยใช้เครื่องมือของ Google Search Console และ SEMrush

1. ทำความเข้าใจกับ Link profile ด้วย Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็นข้อมูล Insight ของลิงก์ว่าเป็นอย่างไร แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงข้อมูล Insight ของคู่แข่ง อาจจะเพราะว่า Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรี 

วิธีการดู Insight ของลิงก์ สามารถทำได้โดยเข้าไปที่ Google Search Console และล็อกอิน จากนั้นไปที่เมนูทางด้านซ้ายมือ คลิกที่เมนู “Legacy tools and reports” > Links

จากนั้นคุณจะได้พบกับภาพรวมของ Link profile ในหัวข้อ “External links”

ข้อมูล Insight ที่ได้จาจก Google Search Console:

  • • External links - ดูว่าแบคลิงก์ที่มายังเว็บไซต์ของคุณ มีจำนวนเท่าไหร่
  • • Top linked pages - หน้าในเว็บไซต์ที่ได้รับ Backlinks จำนวนมากที่สุด
  • • Top linking sites -  เว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณมากที่สุด
  • • Top linking text - ข้อความ Anchor text ที่ใช้กับลิงก์มากที่สุด

นอกจากนี้ คุณยังสามารถ Export ข้อมูล เหล่านี้ออกมาเป็นไฟล์ CSV ได้ที่ปุ่มมุมขวาบนได้เลยง่าย ๆ

2. เข้าถึงข้อมูล Insight ที่ครอบคลุมไปยังคู่แข่งของคุณ ด้วย SEMrush

ในขณะที่ Google Search Console สามารถทำให้คุณเข้าใจ Insight ของเว็บไซต์ตัวเอง แต่ถ้าหากคุณอยากรู้ข้อมูล Insight และกลยุทธ์ที่คู่แข่งใช้ SEMrush เป็นเครื่องมือที่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ “อย่างละเอียด” ได้

- Backlink Analytics การวิเคราะห์แบ็คลิงก์

เริ่มต้นด้วยการใช้เครื่องมือ Backlink Analytics เพื่อเก็บข้อมูล Backlink profile ที่ไม่เพียงแค่เป็นข้อมูลของคุณ แต่ยังสามารถเก็บข้อมูลของคู่แข่งได้อีกด้วย เพียงแค่พิมพ์ชื่อโดเมน เครื่องมือนี้ก็จะ generate ข้อมูล Insight ของเว็บไซต์ให้เลย

แล้วเราจะเริ่มนำข้อมูล Insight จาก SEMrush ไปใช้ทำกลยุทธ์อะไรได้บ้างล่ะ ?

  • Categories of referring domains - บอกถึงประเภทของเว็บไซต์ที่มักจะลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ จึงสามารถนำมาวิเคราะห์กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ได้
  • Top anchors - แสดงข้อความ Anchor texts ที่ใช้มากที่สุด เครื่องมือนี้ทำให้คุณตรวจพบ Anchor texts ที่เป็น negative ได้อย่างรวดเร็ว 
  • Referring domains by Authority Score - วัดคุณภาพของลิงก์จากคะแนนความน่าเชื่อถือ (SEMrush Authority Score) ซึ่งคุณสามารถนำคะแนนนี้ไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้
  • Referring domains - ยิ่งมีเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่ออันดับที่สูงขึ้นมากเท่านั้น 
  • • Link attributes - เป็นการประเมินผลว่าลิงก์ที่เชื่อมต่อมายังเว็บไซต์ของคุณนั้น เป็น Follow, Nofollow, Sponsored และ UGC links จำนวนเท่าไหร่บ้าง คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้เพื่อดู Link attributes ของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับสูงเพื่อนำมาปรับปรุงกลยุทธ์ Backlinks ของคุณได้เช่นกัน
  • • Backlinks - การดูข้อมูลส่วน Backlinks ของคู่แข่ง ทำให้คุณมองเห็นโอกาสในการแข่งขัน และวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่งในแต่ละช่วงเวลาได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ควรดูข้อมูล Backlinks ของตัวเองเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ไปด้วย
  • • TLD distribution - Backlinks ของคุณ มาจากประเทศไหนบ้าง ? TLD distribution ช่วยให้คุณเห็นข้อมูลประเทศของเว็บไซต์ที่นำลิงก์ของคุณไปแปะ จึงเป็นข้อดีสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสในการขยายธุรกิจหรือการทำการตลาดไปยังต่างประเทศด้วย
  • Similar profiles - หากคุณต้องการเจาะลึกที่ Link profile ของคู่แข่ง สามารถเลือกดูที่ “Similar profiles” เพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ ของคู่แข่ง หรืออาจจะนำข้อมูลนั้นมาปรับใช้กับตัวเองก็ยังได้
  • • Top pages - เพื่อดูว่าหน้าเพจใดของคุณ ได้รับการ Backlinks เป็นจำนวนมากที่สุด หากคุณต้องการทำการตลาดใด ก็สามารถแฝงการตลาดนั้นไปที่ Top pages เพื่อให้คนเห็นเป็นจำนวนมากได้

กลยุทธ์การสร้าง Backlinks ให้มีคุณภาพ

คุณสร้าง Backlinks ได้จากไหนบ้างครับ ? แล้วแน่ใจหรือว่า Backlinks นั้นไม่ผิดกฏ ?

ในมุมของนักการตลาด มีกลยุทธ์มากมายที่นำมาซึ่ง Backlinks ได้ง่าย ๆ แต่การใส่ใจสร้าง Backlinks ที่มีคุณภาพ จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่ามาก อย่าลืมว่า Backlinks ที่มีคุณภาพนั้น ไม่ได้มาจากการซื้อขาย แต่เป็นการได้รับ แล้วจะมีวิธีใด้ที่ทำให้คุณได้รับ Backlinks ที่มีคุณภาพ ?

1. ลองให้แบรนด์ลิงก์หน้าเว็บของคุณดูสิ

ปกติแล้ว Official website ของแบรนด์ต่าง ๆ จะมีหน้า Where to buy หรือ Stocklists เพื่อแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับแหล่งที่ผลิตภัณฑ์วางขายอยู่ในแต่ละสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ หากคุณมีช่องทางขายสินค้าจากแบรนด์เหล่านั้น หรือมีคอนเทนต์รีวิวสินค้าของแบรนด์นั้น ก็ลองยื่นข้อเสนอให้เขาลิงก์ Content รีวิวของคุณ ไปที่เว็บไซต์ของแบรนด์ดูก็ได้

2. เข้าไปเขียน Guest Post ในเว็บไซต์ดัง ๆ

แม้ Matt Cutts อดีตวิศวกรซอฟแวร์ของ Google จะกล่าวไว้ว่า Guest posting หรือ Guest blogging หรือการเขียนบล็อกเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรานั้นได้ล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 แต่เขาก็ได้ให้เหตุผลไว้ว่า เป็นเพราะการ Guest posting ส่วนมากมักจะมีคุณภาพต่ำ เน้นโพสต์เนื้อหาเดิมในหลายเว็บไซต์จนกลายเป็นสแปมไปซะอย่างนั้น

ปัจจุบัน Guest posting ก็ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรทำแบคลิงก์อยู่ และยังเป็นการแบ่งปันคอนเทนต์ความรู้ที่มีคุณภาพให้กับเว็บไซต์เผยแพร่คอนเทนต์ต่าง ๆ ได้ด้วย เรียกได้ว่าวิน - วินทั้งสองฝ่าย เพียงแต่การเขียน Guest posting ควรเน้นคุณภาพที่ดี เขียนให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม และไม่โพสต์เนื้อหาเดียวทุกเว็บไซต์จนกลายเป็นการสแปมนั่นเอง

นอกจากนี้ถ้าคุณต้องการหาเว็บไซต์ที่ต้องการเรียก Guest posting จากนักเขียนต่าง ๆ ก็สามารถใช้คีย์เวิร์ด intitle: “Write for us” ได้ สมมติว่าคุณเป็นบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับบัญชี และต้องการสร้างคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับบัญชีเพื่อสร้างแบคลิงก์มาที่เว็บไซต์ของคุณ ก็สามารถเติม Accounting ด้านหน้าได้ อย่างเช่น Accounting intitle: “Write for us” วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมในไทยนัก แต่ใครที่ต้องการทำให้คนทั่วโลกรู้จักธุรกิจล่ะก็ ใช้วิธีนี้ช่วยเพิ่มแบคลิงก์ได้มากทีเดียว

เมื่อคุณค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด Accounting intitle: “Write for us” จะพบเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายที่ต้องการนักเขียนให้ไปเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องบัญชีที่ทางเว็บไซต์ต้องการ เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านคอนเทนต์ในเว็บไซต์ของเขา และเป็นการโปรโมทฝั่งผู้เขียนไปในตัว ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

3. เปลี่ยนจากการพูดชื่อแบรนด์ → ลิงก์

เมื่อคุณมีการเปิดตัวธุรกิจ มีกิจกรรมใหม่ ๆ ของธุรกิจเกิดขึ้น หรือแม้แต่มีการรับสมัครพนักงานใหม่ แน่นอนว่าต้องได้รับการพูดถึงในเว็บไซต์ต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง หากเราเปลี่ยนจากการพูดแค่ชื่อ ให้เป็นการพูดชื่อแบรนด์ พร้อมลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ 

หากเราพบว่าแบรนด์ของเรากำลังถูกพูดถึงในเว็บไซต์หนึ่งโดยที่ไม่มีแบคลิงก์ วิธีที่ง่ายสุดก็คือ เข้าไปขอให้ผู้เขียนนั้นเพิ่มลิงก์ให้ และถ้าหากคุณอยากรู้ว่ามีใครพูดถึงแบรนด์ของคุณอยู่ละก็ เราขอแนะนำ Brand Monitoring Tool เครื่องมือที่จะทำให้การตรวจสอบการพูดถึงของแบรนด์ เป็นเรื่องง่ายขึ้น เพียงแค่สร้างแคมเปญ สร้าง Brand terms และ Target country หรือแม้กระทั่งการตั้งค่าความถี่ของการรายงานผลก็สามารถทำได้ 

เครื่องมือนี้ ช่วยให้คุณแยกได้ว่าการพูดถึงแบบไหนบ้างที่ไม่ได้ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการทำงานเข้าไปอีก

เมื่อ Monitoring แล้วก็จัดการส่ง Brand mentions นั้นมายังเครื่องมือ Link building tool ต่อได้เลย เครื่องมือนี้ทำให้คุณจัดการกระบวนการต่าง ๆ ในการสร้างลิงก์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถเชื่อมกับบัญชีอีเมล์ และส่งความคืบหน้าเกี่ยวกับ Link building ให้เรื่อย ๆ

4. ทำตัวเองให้เป็นเว็บไซต์อ้างอิง

สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมากแล้ว สเต็ปต่อไปที่เราแนะนำก็คือ การสร้างลิงก์ เพื่ออ้างอิงข้อมูล ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหลายแห่ง ที่มักจะมี ‘career resources’ แบบนี้

Career resources ในเว็บไซต์ที่เรายกตัวอย่างมาให้ดู จะมีหัวข้อ Online job boards สำหรับให้บริษัทที่ต้องการหาคน มาประกาศงานในส่วนนี้ และหัวข้อ Career fairs สำหรับให้บริษัทมาตามหานักศึกษาที่เหมาะสมกับตำแหน่งต่าง ๆ ทำให้เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมข้อมูลการหางาน ที่ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาที่เข้ามาดู แต่รวมถึงบุคคลภายนอกก็สามารถมาหางานในเว็บไซต์แห่งนี้ได้ รวมถึงการ “แชร์” ข้อมูลงานจากเว็บไซต์แห่งนี้ด้วย จึงทำให้เว็บไซต์นี้ได้รับแบคลิงก์จำนวนมหาศาลได้ไม่ยาก

5. เผยแพร่งานวิจัย หรือข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์

รู้หรือไม่ว่า งานวิจัยของบริษัทคุณ จะเป็น 1 ในส่วนประกอบที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนแชร์ลิงก์มาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ความรู้ หรือการทำแหล่งอ้างอิงในวิจัยที่อ้างอิงงานวิจัยของคุณ 

เพราะฉะนั้น หากคุณมีข้อมูลงานวิจัยในบริษัทที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป อย่าเก็บเอาไว้ ลองเผยแพร่งานวิจัยนั้นดูสิ รับรองว่าผลที่ได้รับจะคุ้มค่าแน่นอน

6. อย่าลืม ! วิเคราะห์ Backlink profile ของคู่แข่ง

จะทำแบคลิงก์ให้ดี ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้าน ! ไม่เพียงแค่ Backlink profile ของเราที่ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดเท่านั้น แต่คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ Backlink profile ของแบรนด์คู่แข่งด้วย เพื่อให้เรามองเห็นภาพรวมว่าการทำแบคลิงก์นั้น ต้องไปในทิศทางใด และคุณสามารถใช้เครื่องมือ Backlink gap จาก SEMrush เพื่อช่วยคุณมองหาโอกาสในการทำแบคลิงก์ใหม่ ๆ นั้นได้ เริ่มต้นด้วยการใส่ Domain ของคุณพร้อมกับ Domain ของคู่แข่ง

ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ดีมากที่ SEMrush จะสามารถมองหาช่องว่างของแบคลิงก์ของคุณ ผ่านการเปรียบเทียบกับกลยุทธ์แบคลิงก์ของคู่แข่ง และตรวจสอบว่าแบคลิงก์ในเว็บไซต์ใด ที่คู่แข่งเข้าไปทำแล้ว แต่คุณยังไม่มีแบคลิงก์จากเว็บไซต์นั้น


มาถึงตอนจบของ Backlink 101 ตอนที่ 2 แล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การทำแบคลิงก์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากกว่าที่คิด ขอแค่ทุกคนเน้นเนื้อหาบนเว็บที่มีคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณมากเกินไป เร่งแปะแบคลิงก์จำนวนเยอะ ๆ ในหน้าเว็บเดียวกัน เนื้อหาแบบเดียวกัน แบบนั้นจะทำให้ Google มองว่าเราเป็นสแปมและทำให้เว็บไซต์ของคุณยิ่งมีคนเข้ามาได้น้อยลงกว่าเดิม และอยากจะฝากทุกคนว่า การทำ Backlink นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ (Organic) ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมทำ Backlinks หรือจ้างคนมาทำ เพียงแค่คุณใส่ใจกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ และทำให้มันเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชม แค่นั้นก็ได้รับแบคลิงก์ที่มีคุณภาพแล้วล่ะครับ

สำหรับใครที่อยากวิเคราะห์การทำ Backlink ได้อย่างละเอียดมากขึ้น ก็ลองมาทดลองใช้ SEMrush ได้เลยครับ

เครื่องมือทั้งหมดมีให้คุณทดลองใช้แล้ววันนี้