เครื่องมือทั้งหมดมีให้คุณทดลองใช้แล้ววันนี้

September 11, 2020 SEO

ทำความรู้จักกับ Keywords กุญแจดอกสำคัญของ SEO

by oro_semrush

หากคุณเป็นคนที่ทำธุรกิจ หรือการตลาดที่จำเป็นต้องใช้ SEO, Content หรือ PPC เข้ามาทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมาย Keyword เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ แล้ว Keyword นั้นคืออะไรกันแน่ แล้วมีอะไรที่เราควรรู้เกี่ยวกับการใช้ Keyword บ้าง ?

คำว่า Keyword ก็คือคำค้นหาใด ๆ ที่ผู้คนค้นหาใน Google (หรือเว็บไซต์ Search Engine อื่น ๆ ) แล้วแสดงผลออกมาเป็นหน้าเว็บไซต์ที่ตรงกับการค้นหา

เจ้าของเว็บไซต์ที่ทำ SEO ทั้งหลาย จะใช้ Keyword เพื่อพัฒนาให้เว็บไซต์มีอันดับการค้นหาใน Google ที่สูงขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเจอเว็บไซต์เขาเป็นอันดับแรก ๆ นั่นเอง

ทุกสิ่งที่คุณเสิร์จบนเว็บไซต์ Search Engine ไม่ว่าจะเป็นคำหรือวลี ก็เรียกว่าเป็น Keyword ทั้งหมด ตัวอย่างด้านล่างจะเป็นผลการค้นหาเมื่อเราพิมพ์ Keyword ว่า "สินค้าขายดีในปี 2020"

“Keyword = Strategy”

Keywords มักจะถูกนำมากำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ในการพัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาดของเว็บไซต์ ทำให้การเลือก Keywords ที่เจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ทำได้หลายวิธี เช่น การทำ Search engine optimization (SEO) และ Content marketing ซึ่งสองวิธีนี้เป็นนิยมมากเพราะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ 


ดูอย่างไร ว่า Keyword ไหนปัง ?

● Search Volume - จำนวนการค้นหาต่อเดือน

สามารถบ่งบอกได้ว่า Keyword นั้นมีคนค้นหามากขนาดไหนบน Google (ใน SEMrush ก็มีการแสดงผล Search Volume ในแต่ละพื้นที่ที่เราต้องการทราบด้วย)

ลงทุนเลือก Keyword ที่มี Search Volume มหาศาล มีคนค้นหามากก็ยังดีกว่าไปใช้ Keyword ที่นาน ๆ จะมีคนค้นหาสักครั้ง แต่สิ่งที่เราควรพิจารณาด้วยคือ “Keyword นั้นมีการแข่งขันเยอะหรือไม่” เพราะยิ่งแข่งขันเยอะ ราคาก็อาจจะสูงจนเกินงบประมาณที่ตั้งไว้

● Keyword Competition - ความยากง่ายในการแข่งขันใน Keyword 

หากลองมองง่าย ๆ Keyword ก็เหมือนกับโรงแรมห้องวิวสวย ในช่วง High season ถึงคุณจะประทับใจจนอยากได้ห้องนั้นขนาดไหน แต่ถ้ามีคนต้องการเยอะ ความยากในการจองห้องนั้นก็ยากขึ้นไปอีก ในโลกของการทำ SEO ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ Keyword ดี ๆ มักจะไม่รอดสายตาของแบรนด์และเอเจนซี่ที่อยากจะได้ตำแหน่งบนสุดนั้น

Keyword tools หลายแห่งมีเครื่องมือในการประเมินความยากง่ายเหล่านี้แตกต่างกัน และ SEMrush เอง ก็มี 2 เครื่องมือมาตอบโจทย์นี้

     1. Keyword Difficulty - “สำหรับ Organic Search (SEO)” แสดงเปอร์เซ็นต์ความยากของ Keyword ซึ่งความยากง่ายนั้นขึ้นอยู่กับว่าเว็บไซต์ที่อยู่บนสุด (รวมทั้งเว็บไซต์ทั้งหมดในหน้าแรก) นั้นมีชื่อเสียงขนาดไหน “ยิ่งมีชื่อเสียงมาก ยิ่งแย่งอันดับยาก” และต้องทำให้ Google ให้คะแนนเว็บไซต์ของเราดีกว่า

     2. Competitive Density - “สำหรับ Paid Search (PPC)” จัดอันดับการโฆษณาในแต่ละ Keyword เพื่อช่วยผู้โฆษณาในการ bid แต่ละ Keyword ทั้งนี้ ราคาในการ bid จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ที่ลงโฆษณามีความแข็งแรงขนาดไหน

● Price - ราคาของ Keyword

ทุก Keyword มีราคาที่ต้องจ่าย เช่น CPC หรือ Cost per click ที่บอกให้เรารู้ราคาต่อ 1 คลิกของ Keyword นั้น ๆ ระหว่างการวางแผนแคมเปญโฆษณา การประเมิน CPC ของ Keyword เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเราจะจัดการงบประมาณได้ง่ายขึ้น

อย่าง Keyword "Loans" ในสหรัฐอเมริกา มี CPC อยู่ที่ $3.94 หรือประมาณ 122 บาท นั่นแปลว่าทุกครั้งที่คนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์จากโฆษณาบน Google แบรนด์ต้องจ่ายให้ Google คลิกละ 122 บาท นี่ก็เป็นการบ้านที่คุณต้องเอาไปคิดต่อแล้วว่า การที่เราจะเสียเงิน 122 บาทเพื่อให้คนคลิก 1 ครั้งใน Keyword นี้นั้น คุ้มไหม ?

● Word Count - จำนวนคำใน Keyword 

จำนวนคำของ Keyword ก็มีผลต่อการเลือก Keyword เช่นกัน ในเครื่องมือ Keyword research tool ของ SEMrush คุณสามารถคัดกรองลิสต์ของ Keyword ได้จากจำนวนคำตามที่ต้องการ เช่น ต้องการ Keyword ที่มี 5 คำขึ้นไป ระบบก็จะประมวลผลออกมาเป็นลิสต์ของ Keyword ที่มีจำนวน 5 คำขึ้นไปเท่านั้น

●  Keyword Intent - จุดประสงค์ในการค้นหา Keyword

สามารถบอกได้ว่าผู้ค้นหา ค้นหา Keyword นี้เพราะอะไร ในการทำ SEO จะแบ่งจุดประสงค์ในการค้นหาออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

     1. ทำธุรกรรม (Transactional Intent) - ยิ่งมีคนค้นหา Keyword เหล่านี้เยอะ ยิ่งแสดงถึงความต้องการซื้อสินค้าของคุณผ่านทางเว็บไซต์ เช่น “ซื้อรองเท้าไนกี้”, “ตั๋วเครื่องบินราคาถูก”

     2. เพื่อนำทาง (Navigational Intent) - ค้นหาเพื่อเข้าเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ผู้ค้นหาบางคนจะสะดวกพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ลงในช่อง Search มากกว่าพิมพ์ URL ลงไปเลย เพื่อให้ไปที่เว็บไซต์นั้นได้อย่างถูกต้อง เช่น “Barack Obama twitter”, “Facebook” 

     3. หาข้อมูล ข่าวสาร (Informational Intent) - เป็นการค้นหาเพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้ค้นหาต้องการ เช่น “วิธีไป สุขุมวิท 16”, “ต้มน้ำกี่นาทีเดือด” Keyword เหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่า มีกี่คนที่ต้องการข้อมูลเพื่อไปใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของเรา ผ่านการอ่านรีวิวและการเปรียบเทียบราคา

นอกจากการจัดกลุ่ม keyword ตามจุดประสงค์ของการค้นหาแล้ว นักการตลาดยังมีการกำหนดหมวดหมู่ของ Keyword อีกหลายแบบ

     - Branded Keywords - มีชื่อแบรนด์อยู่ใน Keyword อย่างเช่น "ชุดออกกำลังกาย Adidas", "กระเป๋า Gucci"

     - Long-Tail Keywords - เป็น Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง จำนวนการค้นหาต่ำ แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง จากแผนภาพข้างล่างนี้เราจะเห็นว่า ยิ่ง Keyword เฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ Conversion Rate มีเพิ่มมากขึ้น

     - Geo-targeted Keywords - เป็น Keyword ที่เฉพาะเจาะจงสถานที่ต่าง ๆ เช่น "ร้านอาหารแถวลาดพร้าว" ซึ่งเป็นโอกาสที่แบรนด์จะสามารถใช้ Keyword เหล่านี้มาทำ SEO และโฆษณาได้ 

     - Negative Keywords - คือ Keyword ที่ผู้โฆษณา Google Ads ไม่ต้องการให้โชว์โฆษณา กับคนที่ค้นหาคำเหล่านี้ เช่น คุณกำหนดคำว่า "ฟรี" เป็น Negative Keyword ทาง Google Ads ก็จะไม่แสดงโฆษณาคุณใน Keyword ที่มีคำว่า "ฟรี"


How to เลือก Keyword ที่มีคุณภาพสำหรับ SEO และ SEM

การเลือก Keyword เพื่อกำหนดกลยุทธ์ออนไลน์และสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ของคุณที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น SEO หรือ PPC นี่เป็นวิธีการเลือก Keyword ที่คุณต้องรู้

เช็คว่าเว็บไซต์ของคุณถูกค้นหาอย่างไรบน Google ด้วย Google Search Console

สำรวจว่าคอนเทนต์หรือเว็บเพจของคุณ ตอบโจทย์ในสิ่งที่ผู้คนค้นหาหรือไม่ ? และคำแบบไหนที่คุณค้นหาแล้วจะเจอกับคอนเทนต์นั้น ๆ

หากมีผู้ที่ไม่รู้จักแบรนด์มาพบกับเว็บไซต์ คุณจะทำให้เขารู้จักแบรนด์ของคุณมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง

พยายามหลีกเลี่ยง Keyword ที่มีความหมายกำกวม

ลองมองหาหนทางใหม่ ๆ ในการทำการตลาด อย่างเช่น Long-tail keyword ที่เฉพาะเจาะจงไปยังแบรนด์คุณ และมีการแข่งขันที่ต่ำ ทำให้ได้ลูกค้าที่ต้องการซื้อจริง ๆ มากขึ้น

ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าใหญ่ในตลาดจริง ๆ หลีกเลี่ยง Keyword ที่มีการแข่งขันที่สูง (นอกจากจะแย่งตำแหน่งจากแบรนด์ใหญ่ไม่ได้แล้ว ยังสิ้นเปลืองงบประมาณอีกด้วย)

ลองถามคนรอบข้าง ที่ไม่ใช่ทีมงานของคุณบ้างว่าพวกเขามีมุมมองในการค้นหาเว็บไซต์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณอย่างไร เพื่อช่วยในการกำหนด Keyword ต่อไป

ควรใช้ Keyword หลักสำหรับทุกหน้าในเว็บไซต์ 1 คำ และอีก 2-5 Keyword ที่เกี่ยวข้องต่อ 1 Landing page / Blog post ของคุณ


SEMrush มีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณรู้ว่า Keyword ไหนที่ควรเอามาใช้ในการทำการตลาดให้แบรนด์คุณ ไม่ว่าจะเป็น SEO, คอนเทนต์ และโฆษณา

On-Page SEO Checker

SEO Content Template

SEO Writing Assistant

PPC Keyword Tool

นี่ก็เป็นความรู้และทริคเกี่ยวกับ Keyword ที่ SEMrush ได้นำมาถ่ายทอดกับทุกคนแบบอัดแน่น หวังว่าคุณจะได้รับความรู้อย่างเต็มเปี่ยมและเปิดบทความนี้เมื่อต้องการทำกลยุทธ์ Keyword นะครับ สำหรับใครที่ต้องการเครื่องมือมาช่วยให้การวิเคราะห์ Keyword ง่ายขึ้น ก็ลองมาทดลองใช้ SEMrush ได้เลยครับ

เครื่องมือทั้งหมดมีให้คุณทดลองใช้แล้ววันนี้